Rate Card คืออะไร
Rate Card คือหน้าหรือตารางราคางานของ KOL, Influencer หรือ Creator ที่บอกว่าแบรนด์จ้างงานแบบไหนได้บ้าง ราคาเริ่มต้นเท่าไร และในราคานั้นแบรนด์จะได้รับอะไร ตัวอย่างเช่น รีวิววิดีโอสั้นหนึ่งคลิป, Instagram Story สามเฟรม, YouTube Integration ในคลิปยาว, ไลฟ์หนึ่งชั่วโมง หรือแพ็กเกจข้ามแพลตฟอร์ม จุดสำคัญไม่ใช่แค่มีตัวเลขราคา แต่ต้องทำให้แบรนด์เข้าใจขอบเขตงานได้เร็วพอที่จะตัดสินใจทักต่อ
คนจำนวนมากค้นคำว่า rate card เพราะอยากรู้ว่าควรเริ่มจากตรงไหน ถ้าคุณเพิ่งรับงานแบรนด์ครั้งแรก Rate Card ช่วยให้การคุยงานเป็นมืออาชีพขึ้นทันที แทนที่จะตอบราคาใหม่ทุกครั้ง คุณส่งลิงก์เดียวที่มีประเภทงาน เงื่อนไข จำนวนรอบแก้ และสิทธิ์ใช้งานไว้ครบ แบรนด์ก็เทียบงบกับเป้าหมายแคมเปญได้ง่ายขึ้น
Rate Card ไม่ได้มีไว้สำหรับคนที่มีผู้ติดตามหลักแสนเท่านั้น Nano และ Micro Creator ก็ใช้ได้ โดยเฉพาะคนที่มีผู้ชมเฉพาะกลุ่ม เช่น แม่และเด็ก กีฬา งานอดิเรกเฉพาะทาง การเงินส่วนบุคคล หรือรีวิวร้านในพื้นที่ เพราะแบรนด์ไม่ได้ซื้อแค่จำนวนผู้ติดตาม แต่ซื้อความน่าเชื่อถือ ความเข้ากันกับสินค้า และโอกาสเข้าถึงคนที่ใช่
| หัวข้อ | Rate Card | Media Kit |
|---|---|---|
| หน้าที่หลัก | บอกราคาและขอบเขตงาน | แนะนำตัวเลข ผู้ชม ผลงาน และตัวตน |
| คนอ่านต้องได้อะไร | รู้ว่างบพอไหม และงานรวมอะไรบ้าง | รู้ว่าคุณเหมาะกับแคมเปญไหม |
| ควรมีร่วมกันไหม | ควรเป็นส่วนหนึ่งของ Media Kit | ควรลิงก์ไป Rate Card หรือมีราคาในหน้าเดียว |
สรุปง่ายๆ คือ Media Kit ทำให้แบรนด์เชื่อว่าคุณน่าจ้าง ส่วน Rate Card ทำให้แบรนด์รู้ว่าจะจ้างคุณอย่างไรและต้องเตรียมงบประมาณแค่ไหน ถ้าสองอย่างนี้อยู่ในลิงก์เดียว แบรนด์จะประเมินคุณได้เร็วกว่าไฟล์กระจัดกระจายหลายชุด
ใน Rate Card ควรมีอะไรบ้าง
Rate Card ที่ดีไม่จำเป็นต้องยาว แต่ควรตอบคำถามที่แบรนด์ถามซ้ำบ่อยที่สุดให้ครบก่อนเริ่มแชท รายละเอียดเหล่านี้ช่วยลดความคลุมเครือและป้องกันงานบานปลายหลังตกลงราคา
- ประเภทงานต่อแพลตฟอร์ม เช่น IG Reel, TikTok Video, YouTube Short, YouTube Integration, Facebook Post, Story หรือ Live แยกให้ชัด เพราะวิธีผลิตและคุณค่าของแต่ละงานไม่เท่ากัน
- ราคา ระบุเป็นราคาเต็ม ราคาเริ่มต้น หรือช่วงราคาก็ได้ ถ้างานต้องประเมินจากบรีฟ ให้เขียนเงื่อนไขที่ทำให้ราคาขยับ เช่น ถ่ายนอกสถานที่ งานด่วน หรือใช้ทีมผลิตเพิ่ม
- สิ่งที่ได้รับ บอกจำนวนชิ้น ความยาวคร่าวๆ จำนวนเฟรม สิ่งที่รวมในงาน เช่น คิดคอนเซปต์ ถ่าย ตัดต่อ เขียนแคปชัน และรายงานผลหลังโพสต์
- จำนวนแก้ไข ระบุรอบแก้คอนเทนต์ก่อนโพสต์ เช่น รวม 1 รอบแก้ หรือ 2 รอบแก้ เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายรู้ว่าขอบเขตอยู่ตรงไหน
- สิทธิ์ใช้คอนเทนต์หรือ usage rights แยกว่าแบรนด์ใช้คอนเทนต์ซ้ำบนช่องทางของแบรนด์ได้ไหม ใช้เป็นโฆษณาได้ไหม ใช้ได้นานกี่เดือน และดัดแปลงได้หรือไม่
- ค่าบูสต์หรือ whitelisting ถ้าแบรนด์ต้องการยิงโฆษณาจากโพสต์ของคุณ หรือให้คุณอนุญาตใช้บัญชีเพื่อโฆษณา ควรคิดเป็นรายการแยกจากค่าผลิต
- เงื่อนไขชำระเงิน เช่น มัดจำก่อนเริ่มงาน ชำระเต็มก่อนโพสต์ หรือเครดิตเทอมหลังส่งงาน เหมาะกับขนาดงานและความเสี่ยงของคุณ
- ระยะเวลาส่งงาน บอกเวลาทำงานหลังรับบรีฟและสินค้า เช่น ส่งดราฟต์ใน 5-7 วันทำการ งานด่วนมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
- แพ็กเกจ รวมหลายชิ้นในราคาที่ตัดสินใจง่าย เช่น วิดีโอสั้น 1 คลิปพร้อม Story หรือแพ็กเกจข้ามแพลตฟอร์ม
อย่าลืมใส่ช่องทางติดต่อและวันอัปเดตล่าสุด เพราะ Rate Card ที่ไม่มีวันอัปเดตทำให้แบรนด์ไม่แน่ใจว่าราคายังใช้ได้อยู่หรือไม่ ถ้าคุณมี Media Kit อยู่แล้ว ให้ใส่ลิงก์ Rate Card ในหน้านั้น หรือใช้ KOL Kit รวมทั้งสองอย่างไว้ในหน้าเดียว
ตัวอย่าง Rate Card
ตัวอย่างด้านล่างเป็นข้อมูลสมมติสำหรับครีเอเตอร์สายไลฟ์สไตล์ขนาด Micro ใช้เพื่อดูโครงสร้าง ไม่ใช่ราคากลางของตลาดจริง ราคาของคุณควรปรับตามคุณภาพงาน กลุ่มผู้ชม และผลลัพธ์ที่เคยทำได้
มิน · Lifestyle Creator
ตัวอย่างงานรีวิวคาเฟ่ บ้าน และของใช้ประจำวัน
อยากได้หน้าที่ส่งให้แบรนด์ได้ทันที ลองสร้างด้วย KOL Kit ฟรี แล้วค่อยกลับมาแก้รายละเอียดทีหลังได้
ทำ Rate Card ของฉันฟรีการ์ดราคาควรอ่านจบในหนึ่งหน้าจอ โดยเฉพาะเวลาส่งในแชท แบรนด์มักเปิดดูจากมือถือก่อน ถ้าเนื้อหายาวเกินไป ให้แยกส่วน "ราคาเริ่มต้น" กับ "เงื่อนไขเพิ่มเติม" แทนการอัดทุกอย่างไว้ในตารางเดียว
วิธีตั้งราคา KOL
การตั้งราคา KOL ไม่มีสูตรเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน และไม่ควรดูแค่จำนวนผู้ติดตาม เพราะผู้ติดตามเยอะไม่ได้แปลว่ายอดวิวหรือยอดขายดีเสมอไป วิธีที่สมเหตุสมผลคือดูหลายปัจจัยร่วมกัน แล้วปรับราคาตามงานจริงที่ต้องผลิต
- Followers ใช้เป็นตัวบอกขนาดช่องเบื้องต้น แต่ไม่ควรเป็นฐานเดียวในการคิดราคา
- ยอดวิวเฉลี่ย สำคัญมากสำหรับวิดีโอ ถ้าคลิปทั่วไปของคุณมีคนดูสม่ำเสมอ แบรนด์จะเห็นความเสี่ยงต่ำกว่าช่องที่ยอดขึ้นลงหนัก
- Engagement ดูคอมเมนต์ แชร์ เซฟ คลิก และคุณภาพบทสนทนา ไม่ใช่แค่จำนวนไลก์
- ประเภทงาน งานวิดีโอที่ต้องคิดคอนเซปต์ ถ่ายหลายโลเคชัน หรือตัดต่อซับซ้อน ควรแพงกว่าโพสต์ภาพหรือ Story สั้น
- สิทธิ์ใช้งาน ถ้าแบรนด์นำคอนเทนต์ไปใช้ต่อบนเว็บ โฆษณา หน้าร้าน หรือช่องทางอื่น ควรคิดเพิ่มตามระยะเวลาและขอบเขต
- ความเฉพาะกลุ่ม ช่องที่เข้าถึงคนเฉพาะทางและมีความน่าเชื่อถือสูง อาจตั้งราคาได้ดีแม้ผู้ติดตามไม่มาก
| ระดับ | ช่วงผู้ติดตามโดยประมาณ | มุมมองตอนตั้งราคา |
|---|---|---|
| Nano | ต่ำกว่า 10K | ขายความใกล้ชิด ความจริงใจ และกลุ่มผู้ชมเฉพาะ |
| Micro | 10K-100K | บาลานซ์ระหว่างความน่าเชื่อถือ ยอดเข้าถึง และงบที่แบรนด์เริ่มจ่ายได้ง่าย |
| Mid | 100K-500K | ควรมีแพ็กเกจชัด มีเคสผลงาน และเงื่อนไข usage rights ที่เป็นระบบ |
| Macro | 500K-1M | เน้นการวางแผนแคมเปญ ตารางงาน และการใช้คอนเทนต์ต่อหลายช่องทาง |
| Mega | มากกว่า 1M | เหมาะกับแคมเปญใหญ่ ต้องคุยขอบเขต สิทธิ์ และการอนุมัติหลายขั้นให้ละเอียด |
ทำ Rate Card ออนไลน์ใน 5 นาทีด้วย KOL Kit
KOL Kit ทำให้ Rate Card เป็นหน้าที่แก้ได้ตลอด ไม่ต้องส่งไฟล์เวอร์ชันใหม่ทุกครั้ง ขั้นตอนสั้นมาก: หนึ่ง สร้างหน้าฟรีและตั้งชื่อลิงก์ของคุณ สอง กรอกตัวเลขแพลตฟอร์ม ราคา และเงื่อนไขงาน สาม เลือกสไตล์แล้วส่งลิงก์ให้แบรนด์หรือดาวน์โหลดเป็นรูปสำหรับส่งในแชท
จุดที่ช่วยให้แบรนด์อ่านง่ายคือคุณตกแต่งได้ 3 สไตล์ เลือกโชว์ราคาเต็ม ราคาเริ่มต้น หรือให้สอบถามราคา ดาวน์โหลดเป็นรูปเพื่อส่งแชทได้ เชื่อม YouTube และ Instagram เพื่อดึงตัวเลขจริงเมื่อเปิดใช้งาน ลิงก์เดียวแปะ bio ได้ และเริ่มใช้ฟรีโดยไม่ต้องจัดหน้าเอง
อยากได้หน้าที่ส่งให้แบรนด์ได้ทันที ลองสร้างด้วย KOL Kit ฟรี แล้วค่อยกลับมาแก้รายละเอียดทีหลังได้
เริ่มทำ Rate Card ฟรีข้อผิดพลาดที่ทำให้แบรนด์ไม่ตอบ
- มีแต่ราคา ไม่มีขอบเขตงาน แบรนด์ไม่รู้ว่าราคารวมอะไร จึงต้องถามซ้ำหรือข้ามไปหาคนที่ชัดกว่า
- ไม่เขียน usage rights พอแบรนด์ขอใช้คอนเทนต์ต่อจึงเกิดความเข้าใจไม่ตรงกันและต่อรองยาก
- ตัวเลขผู้ชมเก่าเกินไป ถ้ายอดวิวหรือผู้ชมเปลี่ยนมาก ควรอัปเดตหน้าให้ตรงกับปัจจุบัน
- ราคาไม่มีเหตุผลรองรับ ถ้าราคาสูงขึ้น ให้มีผลงาน ตัวเลข หรือคุณภาพการผลิตที่อธิบายได้
- ส่งไฟล์ที่เปิดยากบนมือถือ PDF หนักหรือรูปยาวเกินไปทำให้แบรนด์อ่านไม่จบ ลิงก์ออนไลน์ที่จัดหน้า responsive มักสะดวกกว่า
FAQ
Rate Card ต้องใส่ราคาไหม?
ควรใส่อย่างน้อยราคาเริ่มต้นหรือช่วงราคา เพื่อให้แบรนด์ประเมินงบได้เร็ว ถ้ายังไม่อยากบอกตัวเลขชัดเจน ให้ใส่ว่าเริ่มต้นหรือสอบถามราคา พร้อมระบุว่างานแบบไหนต้องคุยเพิ่ม
ควรซ่อนราคาไหม?
ซ่อนได้ถ้างานของคุณต้องประเมินจากบรีฟเสมอ แต่ถ้ารับงานมาตรฐาน เช่น รีวิวหนึ่งคลิปหรือหนึ่งโพสต์ การมีราคาเริ่มต้นช่วยลดข้อความถามซ้ำและคัดแบรนด์ที่งบไม่ตรงออกไป
Usage rights คิดยังไง?
ให้แยกจากค่าผลิตคอนเทนต์ คิดตามช่องทางที่แบรนด์จะใช้ ระยะเวลา พื้นที่ และสิทธิ์ดัดแปลง ยิ่งใช้เป็นโฆษณาหรือใช้หลายช่องทาง ควรคิดเพิ่มและเขียนเงื่อนไขให้ชัด
ทำ Rate Card ฟรีได้ที่ไหน?
ทำได้ที่ KOL Kit ผ่านหน้า /new กรอกแพลตฟอร์ม ราคา เงื่อนไข และข้อมูลผู้ชม แล้วได้ลิงก์กับภาพสำหรับส่งแชทโดยไม่ต้องจัดไฟล์เอง
Rate Card ต่างจาก Media Kit ยังไง?
Rate Card เน้นราคาและขอบเขตงาน ส่วน Media Kit เป็นภาพรวมตัวตน ช่องทาง ตัวเลขผู้ชม ผลงาน และช่องทางติดต่อ หลายคนจึงใส่ Rate Card เป็นส่วนหนึ่งของ Media Kit
ควรอัปเดต Rate Card บ่อยแค่ไหน?
ควรทบทวนทุก 1-3 เดือน หรือเมื่อยอดวิวเฉลี่ย กลุ่มผู้ชม คุณภาพงาน หรือความต้องการของแบรนด์เปลี่ยนอย่างชัดเจน
อยากได้หน้าที่ส่งให้แบรนด์ได้ทันที ลองสร้างด้วย KOL Kit ฟรี แล้วค่อยกลับมาแก้รายละเอียดทีหลังได้
ทำ Rate Card ของฉันฟรีอ่านต่อ: Media Kit คืออะไร · กลับหน้าแรก KOL Kit · ค้นหา KOL สำหรับแบรนด์